12.31.2551

การใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย




การใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นการใช้ชีวิตในสังคมอีกรูปแบบหนึ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการพบปะ ปฏิสัมพันธ์ ตลอดจนการรู้จักปรับตัวเพื่อที่ให้สามารถดำรงหรือดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข ในช่วงการปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยนี้ หลายคนสามารถที่จะปรับตัวได้เป็นอย่างดี แต่อีกหลายคนมีปัญหาในการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย โดยนิสิตหลายคนยังไม่สามารถหาทางออกให้กับตนเองได้ ไม่กล้าที่จะเข้าไปพบปรึกษากับอาจารย์ หรือบุคคลอื่น อาจเนื่องด้วยภาวะ สถานะที่แตกต่างหรืออาจจะด้วยเหตุผลหลายประการ ดังนั้นเพื่อนนิสิต รุ่นพี่จึงมีส่วนอย่างมากในการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การแนะนำรุ่นน้อง ตลอดจนการมีเวลาได้มีโอกาสพบปะพูดคุย การได้ทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งอาจเป็นส่วนหนึ่งในการได้แลกเปลี่ยนการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยอย่างถูกต้องเหมาะสม ในด้านคุณธรรม และจริยธรรม อีกทั้งเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างสัมพันธ์อันดีจิตสำนึกที่ดีในการร่วมมือร่วมใจของการทำกิจกรมด้านต่าง ๆ ในภายหน้า อันอาจนำมาสู่การเป็นแรงผลักดัน การขับเคลื่อนทางสังคมให้มีการพัฒนาในการทำกิจการเพื่อส่วนรวม สังคม ที่ดีอย่างมีเหตุผล ควบคู่กับการศึกษาทางด้านวิชาการ

ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยนับเป็นช่วงชีวิตหนึ่งที่เราจะได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในอีกด้านหนึ่ง ซึ่งมีความเป็นอิสระทั้งด้านเวลา การแสดงความคิดเห็น การร่วมกิจกรรมต่าง ๆ เป็นโอกาสสำคัญในการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่วัยการทำงานในอนาคต ซึ่งทำให้ตัวเราซึ่งเป็นนักศึกษาต้องเรียนรู้ในการปรับตัวเพื่อรองรับกับการใช้ชีวิตในรูปแบบใหม่ซึ่งแตกต่างจากการเรียนในโรงเรียน
การใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยจะประสบความสำเร็จหรือไม่นั้น ส่วนหนึ่งมาจากลักษณะชีวิตส่วนตัวของเราเองว่า จะเอื้อต่อการประสบความสำเร็จมากเพียงไร ดังนั้นในที่นี้จึงขอแนะแนวทางที่ช่วยส่งเสริมให้นักศึกษาใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยได้อย่างประสบความสำเร็จ

ฝึกเรียนรู้ด้วยตนเอง
การเรียนการสอนในระดับปริญญาตรีนั้นมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อให้นักศึกษามีความรู้แตกฉานลึกซึ้งในสาขาวิชาที่เรียน ดังนั้นจึงมีการกำหนดเวลาเรียนในห้องเรียนน้อย เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาใช้เวลาที่เหลือในการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง นอกจากนี้วิธีการเรียนการสอนในห้องยังส่งเสริมหลักการดังกล่าวข้างต้น เช่น การสอนโดยเน้นการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยอาจารย์ทำหน้าที่สรุปแก่นสาระความรู้หลักของแต่ละรายวิชา นักศึกษาทำหน้าที่ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมในรายละเอียดปลีกย่อยของเนื้อหา การมอบหมายให้นักศึกษาทำรายงานเพิ่มเติมเป็นอีกวิธีหนึ่งในการเรียนการสอนที่ส่งเสริมหลักการเรียนรู้ด้วยตนเองเช่นกัน ดังนั้นหากนักศึกษาคนใดมีความใฝ่รู้และพยายามศึกษาด้วยตนเองมาก ระดับความลึกซึ้งในสาระความรู้ของแต่ละรายวิชาก็จะมากขึ้นตามไปด้วย
การพัฒนาทักษะโดยการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมด้วยตัวเอง รักการเรียนรู้ส่วนตัว กระตือรือร้นและขวนขวายในการเรียนรู้เสมอ และเปิดใจยอมรับฟังแลกเปลี่ยนความคิดกับผู้อื่น นับว่าเป็นนิสัยหนึ่งที่จะช่วยให้นักศึกษาเกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในความรู้ได้

ฝึกยั้งคิดก่อนตัดสินใจ
ในหลายครอบครัวเมื่อลูกเป็นนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาแล้วพ่อแม่มักจะยอมให้ลูกได้ดูแลรับผิดชอบตนเองมากขึ้น มีอิสระในการคิดและตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ มากขึ้น ซึ่งหากนักศึกษาสามารถจัดการตนเองได้อย่างดีนั้นจะช่วยให้ตนเองเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ในทางกลับกัน หากนักศึกษาใช้ชีวิตที่อิสระมากขึ้นแต่ขาดการยั้งคิด ขาดความรับผิดชอบทั้งต่อตนเองและพ่อแม่ผู้ปกครอง จะทำให้เสี่ยงต่อการเดินในทางที่ผิด เสียเวลาในช่วงชีวิตหนึ่งไปโดยไม่สามารถเรียกกลับคืนมาได้อีก บางเส้นทางอาจส่งผลเป็นอันตรายต่ออนาคตอย่างที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้
ดังนั้นนักศึกษาจึงควรเตือนตัวเองเสมอว่าสิ่งต่าง ๆ ที่ทำจะส่งผลต่ออนาคตระยะยาวของนักศึกษาเอง รวมถึงส่งผลต่อพ่อแม่ผู้ปกครองไม่มากก็น้อย ในการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยนั้นนักศึกษาจึงต้องมีสติและมีความรับผิดชอบต่อตนเองอย่างมาก ไม่ทำตามความคึกคะนองโดยไม่มองถึงผลที่จะตามมาในการกระทำนั้น ๆ ตลอดจนต้องเรียนรู้ที่จะคบเพื่อนที่ดี ชักชวนกันทำสิ่งที่ดี และเรียนรู้ที่จะปรึกษาอาจารย์ในปัญหาที่เผชิญอยู่ เพื่อขอคำแนะนำและความช่วยเหลืออย่างถูกวิธี

ฝึกสร้างวินัยรับผิดชอบ
การเรียนในระดับอุดมศึกษาเป็นการก่อร่างสร้างนิสัยความรับผิดชอบส่วนตัวแก่นักศึกษา เพราะรูปแบบการเรียนการสอน ระบบอาจารย์ที่ปรึกษา ต่างเน้นให้นักศึกษาถูกฝึกฝนให้รับผิดชอบในหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ โดยต้องจัดระบบ วางตารางเวลาในการเรียน การอ่านหนังสือ การทำรายงาน การค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อลงลึกในรายละเอียดที่เราสนใจในแต่ละวิชา และนอกจากจัดเวลาสำหรับการเรียนแล้ว ยังต้องแบ่งเวลาสำหรับการทำกิจกรรมกับเพื่อน ๆ ในมหาวิทยาลัย และแบ่งเวลาสำหรับครอบครัวด้วย แต่ที่สำคัญที่สุด คือ ต้องควบคุมตนเองให้สามารถทำตามแผนที่ได้ตั้งเป้าไว้ด้วย เคยมีผู้กล่าวไว้ว่าความสำเร็จมิได้ขึ้นอยู่กับความรู้ ความสามารถเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งสำคัญกว่าที่ช่วยพัฒนาชีวิตเราอย่างถาวร คือ ลักษณะชีวิตที่ดี ฉะนั้นหากนักศึกษาอยากก้าวไปข้างหน้าด้วยความมั่นคง ก็ควรรู้จักปรับตัวทั้งในด้านความคิด สติปัญญา และลักษณะนิสัยที่ดี หวังว่าแนวทางที่กล่าวมาข้างต้นนี้จะมีส่วนช่วยกระตุ้นให้นักศึกษาพัฒนาตนเองไปสู่ความสำเร็จได้อีกทางหนึ่ง

เส้นทางสู่นักบริหารมืออาชีพ


เนื่องจากทุกคนทุกวงการเกี่ยวข้องกับคำว่า “การบริหาร” จึงควรที่จะมาทำความเข้าใจกับคำว่า “การบริหาร” กันก่อน มีผู้ให้ความหมายคำว่า “การบริหาร” ไว้หลากหลาย ทั้งคล้ายๆกันและแตกต่างกัน ขอยกตัวอย่างสัก 6 ความหมาย ดังนี้
การบริหาร คือ ศิลปะของการทำงานให้สำเร็จโดยใช้บุคคลอื่น
การบริหาร คือ การทำงานของคณะบุคคล ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ที่ร่วมกันปฏิบัติการให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน
การบริหาร คือ การที่บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปร่วมกันทำงานเพื่อจุดประสงค์อย่างเดียวกัน
การบริหาร คือ กิจกรรมที่บุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปร่วมกันดำเนินการให้บรรลุจุดประสงค์ร่วมกัน
การบริหาร คือ การใช้ศาสตร์และศิลปะนำทรัพยากรการบริหาร (Administrative resource) มาประกอบการตามกระบวนการบริหาร (Process of administration ) ให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ
การบริหาร คือศิลปะในการทำให้สิ่งต่างๆได้รับการกระทำจนเป็นผลสำเร็จ หมายความว่าผู้บริหารไม่ใช่ผู้ปฏิบัติ แต่ใช้ศิลปะทำให้ผู้ปฏิบัติงานทำงานจนเป็นผลสำเร็จตรงตามจุดหมายขององค์การ หรือตรงตามจุดหมายที่ผู้บริหารตัดสินใจเลือกแล้ว
จากความหมายของ “การบริหาร” ทั้ง 6 ความหมายนี้ จึงพอสรุปได้ว่า “การบริหาร คือการดำเนินงานของกลุ่มบุคคลเพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ที่วางไว้” นั่นเอง

ขอบข่ายของการบริหาร
ขอบข่ายของการบริหารแบ่งออกเป็น 3 แขนงใหญ่ๆด้วยกันคือ
1.การบริหารรัฐประศาสนศาสตร์ (Publiic Administration) หรือเรียกกันทั่วๆไปว่า “การบริหารราชการแผ่นดิน” หรือ “การบริหารรัฐกิจ” เป็นการบริหารกิจการของรัฐ เพื่อให้ประชาชนอยู่ดีมีสุข ไม่ได้หวังผลกำไรเป็นเงิน เป็นการบริหารงานตั้งแต่ระดับชาติ จังหวัด อำเภอ ตำบล จนถึงหมู่บ้าน มีการเรียนการสอนกันในคณะรัฐศาสตร์ และ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ เป็นต้น
2.การบริหารธุรกิจ (Business Administration) เป็นการบริหารกิจการของเอกชน เช่น สถานประกอบการ ธนาคาร โรงงานอุตสาหกรรม โรงแรม บริษัท ร้านค้า เพื่อมุ่งหวังผลกำไรเป็นเงิน มีการเรียนการสอนกันในคณะบริหารธุรกิจ คณะพาณิชยศาสตร์ เป็นต้น
3.การบริหารการศึกษา (Education Administration) เป็นการบริหารกิจการต่างๆเพื่อพัฒนาคนให้มีคุณภาพ ให้เป็นคนเก่งคนดีมีความสุข คือให้มีทั้งความรู้ ความสามารถ ความคิดและความเป็นคนดี ไม่ได้หวังผลกำไรเป็นเงินเช่นเดียวกับการบริหารรัฐประศาสนศาสตร์ มีการเรียนการสอนกันในคณะศึกษาศาสตร์ คณะครุศาสตร์ เป็นต้น

ถ้าจะแยกคำว่า นักบริหารมืออาชีพ ออกเป็น “นักบริหาร” คำหนึ่ง กับ “มืออาชีพ” อีกคำหนึ่ง จะได้ความหมายของคำทั้งสอง โดยเริ่มจากความหมายของ นักบริหาร ก่อน ดังนี้
1.นักบริหาร คือผู้ที่ดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ในหน่วยงานหรือองค์กร จำต้องมี “นักบริหาร” หรือบางแห่งเรียกว่า “ผู้บริหาร”
2.นักบริหาร คือคนที่ทำงานร่วมกับคนอื่น ความสำเร็จของเรา อยู่ที่การทำงานร่วมกับคนอื่น หรือเราเป็น Input การบริหารเป็น Process ความสำเร็จ (Output) ของการบริหาร ต้องผ่านการกระทำของบุคคลอื่น จึงต้องมีเพื่อนร่วมงาน
3.นักบริหาร คือบุคคลผู้เป็นหัวหน้าหรือผู้นำในหน่วยงานนั้นๆ ถือว่าเป็นบุคคลที่มีความสำคัญที่สุด เพราะเป็นผู้มีบทบาทมากที่สุด และมีอิทธิพลมากที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่ๆ ภายในหน่วยงาน
4.นักบริหาร คือผู้ที่ทำให้หน่วยงานได้รับความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ โดยตนเองไม่ได้เป็นผู้ปฏิบัติงานนั้นโดยตรง แต่อาศัยความร่วมมือให้ผู้อื่นเป็นผู้ปฏิบัติแทน
ส่วนความหมายของ “มืออาชีพ” นั้น มีผู้ให้ความหมายและคำอธิบายไว้ดังนี้
1.มืออาชีพ หมายถึง การทำงานด้วยความรู้ความสามารถ ความตั้งใจจริงและทำงานให้เกิดผลงานดีที่สุด
2.มืออาชีพ หมายถึงผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านนั้นๆเป็นอย่างมาก จนกระทั่งสามารถนำเอาความรู้ความชำนาญ ที่มีอยู่นั้นไปประกอบอาชีพได้อย่างดี และถึงแม้ว่าไม่ได้นำเอาความรู้ ความชำนาญ และความสามารถ ไปใช้ประกอบอาชีพ ถ้าเก่งถึงขั้น ก็เรียกว่า มืออาชีพ ด้วย สำนวนนี้เป็นสำนวนใหม่ เพิ่งเกิดเมื่อไม่ช้าไม่นานมานี้ เป็นสำนวนที่ใช้ครั้งแรกๆในทางธุรกิจ เช่น นักขายมืออาชีพ นักบริหารมืออาชีพ ช่างไม้มืออาชีพ นักแข่งรถมืออาชีพ เป็นต้น
3.มืออาชีพ หมายถึงผู้ที่มีความสามารถและประสบการณ์สูงในงานที่ทำ ทำงานทุกครั้งจะทำได้บรรลุเป้าหมาย โอกาสที่จะล้มเหลวผิดพลาดแทบจะไม่มี ผู้บริหารสามารถไว้วางใจได้เมื่อมอบหมายงานให้ทำ คำนี้ตรงกันข้ามกับ “มือสมัครเล่น” “ผู้ฝึกงาน” ซึ่งเป็นผู้เข้ามารับงานไม่นาน ยังขาดทักษะประสบการณ์ในการทำงาน ซึ่งจะต้องมีหัวหน้าคอยแนะนำแก้ไขปรับปรุงอยู่ด้วย เพราะไม่สามารถทำงานคนเดียวได้
4.มืออาชีพ (Professional) เป็นคำที่เราไปยืมมาจากวงการกีฬา ในวงการกีฬา มีอยู่ 2 คำคือ มืออาชีพ และ มือสมัครเล่น ซึ่งแยกความแตกต่างกันได้ชัดเจน หากเมื่อไหร่เป็นมืออาชีพ แปลว่าคนคนนั้นต้องดำรงชีวิตด้วยกีฬาประเภทนั้น เช่นนักฟุตบอลอาชีพ นักมวยอาชีพ ในการเป็นมืออาชีพนั้นมีเงื่อนไขมากมายที่ต้องปฏิบัติตาม
เมื่อนำคำว่า “นักบริหาร” มารวมกับ “มืออาชีพ” จะได้คำว่า “นักบริหารมืออาชีพ” ซึ่งมีผู้ให้ความหมายไว้ ทั้งที่แตกต่างกันและคล้ายคลึงกัน ดังนี้
1.นักบริหารมืออาชีพ หมายถึงผู้บริหารที่พยายามทำให้องค์การประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย หรือนโยบายขององค์การ ด้วยเหตุผลและหลักการซึ่งเป็นที่ยอมรับ โดยประยุกต์ทฤษฎีหรือแนวทางต่างๆ อย่างผสมกลมกลืนกันแล้วนำไปสู่ปฏิบัติ
2.นักบริหารมืออาชีพ หมายถึงบุคคลที่เป็นมืออาชีพในการบริหารจริงๆ เช่น มีประวัติผลงานการบริหารมาอย่างโดดเด่นเป็นที่ยอมรับของสังคม สามารถบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล จนได้รับการยอมรับทั้งระดับหน่วยงาน ระดับจังหวัด หรือแม้กระทั่งระดับชาติ
3.นักบริหารมืออาชีพ คือ ผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้บริหารงานกิจการต่างๆให้สำเร็จ โดยอาศัยความรู้ความสามารถของตนเองและความร่วมมือของผู้อื่น
4.นักบริหารมืออาชีพ หรือที่เรียกกันง่ายๆว่า “มือโปร” มาจากภาษาอังกฤษว่า Professional Manager นั้น มีคุณสมบัติหลักๆ คือ มีการศึกษาดี มีประสบการณ์กว้างจากงานหลายด้าน และมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาได้อย่างชาญฉลาด โดยกระทำอย่างเป็นระบบ มีลำดับขั้นตอนเป็นระเบียบและมีแบบแผน คุณสมบัติดังกล่าวนี้ จะได้มาก็โดยการฝึกฝน เรียนรู้ และพัฒนามาอย่างเป็นระบบ และใช้เวลายาวนานทีเดียว และที่สำคัญคือ จะต้องมีการผ่านประสบการณ์จากการปฏิบัติมามากพอสมควรด้วย
5.นักบริหารมืออาชีพ หมายถึงชื่อเรียกสำหรับบุคคลที่เป็นผู้บริหารที่เป็น “ลูกจ้างร้อยเปอร์เซ็นต์” ของกิจการที่เป็นบริษัทมหาชนในประเทศที่พัฒนาแล้ว

เส้นทางสู่นักบริหารมืออาชีพ

มีทฤษฎีหลากหลายทฤษฎีที่จะนำมาวิเคราะห์ว่า “นักบริหาร” หรือ “ผู้บริหาร” เป็น “นักบริหารมืออาชีพ” ได้หรือไม่นั้น โดยดูได้จากทฤษฎีต่างๆ ดังนี้

ทฤษฎี 3 ทักษะ” (Three Skills)
เป็นทฤษฎีของคาทซ์ (Kats) และเป็นทฤษฎีที่จะนำมาวิเคราะห์นักบริหารมืออาชีพได้ คือนักบริหารมืออาชีพควรมีทักษะทั้ง 3 ทักษะ ซึ่งประกอบด้วย
1.ทักษะในคตินิยม (Conceptual Skill) คือทักษะที่สามารถเข้าใจ หน่วยงานของตนในทุกลักษณะ และเห็นความสัมพันธ์ของหน่วยงานของตน ที่มีต่อหน่วยงานหรือองค์การอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น เข้าใจว่าหน่วยงานของตนมีบทบาทหน้าที่อย่างไร แบ่งงานเป็นหน่วยงานย่อยๆอะไรบ้าง และสัมพันธ์กับหน่วยงานอื่นอย่างไรบ้าง
2.ทักษะทางมนุษยสัมพันธ์ (Human Skill) คือทักษะในความสามารถที่จะทำงาน ร่วมกับคนอื่นได้ เพราะผู้บริหารจะต้องทำงานสัมพันธ์กับคนอื่น เช่น ผู้บังคับบัญชา ผู้ช่วย หัวหน้าภาควิชา ครูอาจารย์ เจ้าหน้าที่ เป็นต้น
3.ทักษะทางเทคนิค (Technical Skill) คือทักษะในการทำงานที่เกี่ยวกับกิจกรรม เฉพาะอย่าง เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ การพิมพ์ การร่างหนังสือติดต่องาน การทำสื่อการสอน การสอน เป็นต้น

นักบริหารมืออาชีพ ควรมี ทักษะในคตินิยม (Conceptual Skill) และ ทักษะทางมนุษยสัมพันธ์ (Human Skill) ให้มากกว่า ทักษะทางเทคนิค (Technical Skill) คือมีความเข้าใจว่าหน่วยงานของตนมีบทบาทหน้าที่อย่างไร แบ่งงานเป็นหน่วยงานย่อยๆอะไรบ้าง และมีความสัมพันธ์กับหน่วยงานอื่นอย่างไรบ้าง รวมทั้งมีความสามารถที่จะทำงาน ร่วมกับคนอื่นได้ ส่วนทักษะในการทำงานที่เกี่ยวกับกิจกรรม เฉพาะอย่าง เช่น การใช้คอมพิวเตอร์ การพิมพ์ การร่างหนังสือติดต่องาน การทำสื่อการสอน การสอน ก็ควรจะมีเช่นกัน แนวทางในการพัฒนาทักษะของผู้บริหาร ให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้นคือ
1.ทักษะทางเทคนิค ควรจัดอบรมสัมมนาโครงการที่ส่งเสริมการพัฒนาทักษะทางเทคนิคให้แก่ผู้บริหารให้อยู่ในระดับความสามารถที่มากขึ้นเพื่อให้สามารถนำไปใช้ในการบริหารได้ เช่น อบรมกลยุทธ์ในการบริหารงาน เทคนิคในการใช้เทคโนโลยีในการบริหารงาน เทคนิคการประเมินผลและการนำผลประเมินไปใช้
2.ทักษะทางมนุษยสัมพันธ์ ควรจัดอบรมเกี่ยวกับเทคนิคการสร้างมนุษย์สัมพันธ์กลยุทธ์ในการสร้างแรงจูงใจและการสร้างขวัญกำลังใจ เทคนิคการบริหารความขัดแย้งเพื่อการสร้างสรรค์และภาวะผู้นำสำหรับผู้บริหาร
3.ทักษะความคิดรวบยอด ควรจัดอบรมเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ทางความคิดเทคนิคการบริหารเชิงระบบ เทคนิคการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์

ทฤษฎีสามภูมิ
นักบริหารมืออาชีพ ควรมีทั้งสามภูมิ คือ ภูมิรู้ ภูมิธรรม ภูมิฐาน ดังรายละเอียดต่อไปนี้
1.ภูมิรู้ คือความรู้ความสามารถ เช่น มีความรู้ทางทฤษฎีการบริหาร แล้วสามารถนำความรู้ทางการบริหารไปใช้ในการบริหารงานได้ มีความรู้เกี่ยวกับหน่วยงานของตน มีความรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์บ้านเมืองหรือมีความรู้รอบตัว
2.ภูมิธรรม คือมีความประพฤติดี มีคุณธรรม เช่น มีความซื่อสัตย์ มีความโปร่งใส มีความยุติธรรมในการทำงาน มีหิริโอตัปปะ มีความขยันหมั่นเพียร มีความรับผิดชอบ
3.ภูมิฐาน คือมีบุคลิกลักษณะดี รูปร่างหน้าตา ท่าทางดี การแต่งกายเรียบร้อย อย่างไรก็ตามถ้าหากบุคลิกลักษณะและรูปร่างหน้าตาท่าทางไม่ดี แต่รู้จักแต่งกายเรียบร้อย ก็จะทำให้ผู้บริหารดูภูมิฐานได้

ทฤษฎีลิง 3 ตัวของขงจื้อ
ทฤษฎีลิง 3 ตัวนี้ เป็นทฤษฎีของขงจื้อซึ่งเป็นนักปราชญ์ชาวจีน เกิดเมื่อ 8 ปีก่อนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน ทฤษฎีลิง 3 ตัวมีสัญลักษณ์โดยเอามือปิดหู ปิดตา และปิดปาก ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นนักบริหารมืออาชีพจะต้องรู้จักปิดหู ปิดตา และปิดปากดังรายละเอียดดังนี้
1.ปิดหู หมายถึงการควบคุมการฟัง การได้ยิน กล่าวคือ ถ้าผู้บริหารจะผูกมิตรกับผู้ร่วมงานหรือคนอื่นจะต้องปิดหู เป็นการควบคุมหูของเราให้ได้ว่า อะไรควรฟัง อะไรควรได้ยินหรือไม่ควรได้ยิน แม้ได้ยินแล้วก็ต้องควบคุมตัวเองให้ได้ว่า อะไรควรเก็บไปคิดหรือไม่ควรเก็บไปคิด อะไรควรเชื่อหรืออะไรไม่ควรเชื่อ ข้อนี้ได้ให้คติต่อผู้บริหารว่า “อย่าเป็นคนหูเบา” ผู้บริหารต้องรับฟังเรื่องทั้งปวงที่ผู้ร่วมงานมาระบาย มาฟ้องหรือมาป้อยอ แต่นักบริหารมืออาชีพย่อมจะต้องไม่ได้ยินทั้งหมด ไม่เชื่อไปเสียทุกอย่าง ไม่บ้าจี้ปฏิบัติตามทุกอย่าง เพราะนักบริหารมืออาชีพต้อง “ไม่เป็นคนหูเบา” นั่นเอง
2.ปิดตา หมายถึงการควบคุมการดู การเห็น สิ่งใดที่ควรมอง สิ่งใดที่ควรรู้หรือไม่ควรรู้ คือบางอย่างก็ทำเป็นไม่เห็นไม่สนใจเสียบ้าง
3.ปิดปาก หมายถึงการควบคุมการพูด การแสดงออก กล่าวคือ
สิ่งใดที่ควรพูดหรือไม่ควรพูดหรือไม่พูดมากเกินไป ไม่พูดน้อยเกินไป ผู้บริหารควรกะให้พอเหมาะพอดี ให้เหมาะกับโอกาสและเวลาที่ควร
จากทฤษฎีลิง 3 ตัวของขงจื้อนี้ จะเห็นได้ว่าถ้าผู้บริหารหรือนักบริหารรู้จักควบคุมหู ควบคุมตา และควบคุมปากให้ใช้ได้ทุกกาละเทศะก็จะได้ชื่อว่าเป็น “นักบริหารมืออาชีพ”

ทฤษฎีผู้บริหารตามสถานการณ์ 4 แบบ
ทฤษฎีนี้ได้แบ่งผู้บริหารออกเป็น 4 แบบ ดังนี้
1. แบบสั่งการ (Telling ) ผู้บริหารแบบนี้ได้ชื่อว่า “สั่งงานสูง – ความสัมพันธ์ต่ำ” ที่กล่าวว่าสั่งงานสูง หมายความว่าจะสั่งให้ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร และจะกำหนดเป้าหมาย วิธีการตัดสินใจเองทุกขั้นตอน มีการตรวจสอบ ติดตามผล เคร่งครัดในระเบียบวินัย และเน้นมาตรฐานของผลงานเป็นสำคัญ
ส่วนด้านความสัมพันธ์ต่ำ คือให้ขวัญกำลังใจแก่ผู้ร่วมงานน้อย ให้เฉพาะผู้ที่ทำงานสำเร็จ และสื่อความหมายทางเดียวจากผู้บริหารไปยังผู้ตามเท่านั้น
2. แบบขายความคิด (Selling ) ผู้บริหารแบบนี้ได้ชื่อว่า “สั่งงานสูง – ความสัมพันธ์สูง” คือ สั่งงานสูง หมายความว่ายังคงเน้นงานในระดับที่ใกล้เคียงกับแบบสั่งการ แต่เมื่อกำหนดเป้าหมายและ วิธีการแล้ว จะชี้แจงเหตุผลหรือเกลี้ยกล่อมให้ผู้ตามยอมรับ หรือขอความเห็น หารือผู้ตามแล้วมากำหนดเป้าหมาย วิธีการเอง ส่วนด้านความสัมพันธ์สูง หมายความว่าให้ขวัญกำลังใจ อำนวยความสะดวกในการทำงานสูง สื่อความหมายหลายทางจากผู้บริหารไปยังผู้ตาม
3. แบบมีส่วนร่วม (Participating ) ผู้บริหารแบบนี้ได้ชื่อว่า “สั่งงานต่ำ – ความสัมพันธ์สูง” คือ สั่งงานต่ำ หมายความว่าให้ผู้ตามมีส่วนร่วมในการทำงานทุกขั้นตอน หรือเป็นที่ปรึกษา ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ตามเมื่อเขามีความจำเป็น ส่วนความสัมพันธ์สูง หมายความว่าสนับสนุนเต็มที่ ให้ขวัญกำลังใจสูง สื่อความหมายหมายทางจากผู้บริหารไปยังผู้ตาม
4. แบบมอบหมายงาน (Delegating ) ผู้บริหารแบบนี้ได้ชื่อว่า “สั่งงานต่ำ – ความสัมพันธ์ต่ำ” คือ สั่งงานต่ำ หมายความว่ามอบหมายงานให้ผู้ตามรับผิดชอบในการทำงานทุกขั้นตอน ให้ช่วยเหลือเท่าที่ผู้ตามต้องการ
ส่วนความสัมพันธ์ต่ำ หมายความว่าเปิดโอกาสให้ผู้ตามสร้างแรงจูงใจในตัวเองโดยอาศัยความสำเร็จของงาน สื่อความหมายทางเดียว

บทบาทหน้าที่ของนักบริหารมืออาชีพ
นักบริหารมืออาชีพได้ชื่อว่าเป็น “ผู้บังคับบัญชา” หรือ “หัวหน้างาน” ของ “ผู้ใต้บังคับบัญชา” นั่นเอง ถ้าจะวิเคราะห์ว่า ผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้างานโดยทั่วๆไปมีบทบาทหน้าที่อะไรบ้างหรือทำงานอะไรบ้าง จะพบว่ามีอยู่ 4 ข้อด้วยกัน คือ
1.เป็นสัญลักษณ์ของหน่วยงาน (Symbolic Function) คือเป็นตัวแทนขององค์กรในการทำพิธีต่างๆ เช่น พิธีทอดผ้างานศพ กล่าวอวยพรคู่สมรส เป็นต้น ซึ่งจะเห็นกันโดยทั่วไป
2.ริเริ่มงานใหม่ (Initiating Function) คือคิดทำโครงการใหม่ๆขององค์กร เพื่อให้องค์กรก้าวหน้า เพื่อให้องค์กรบริการแก่ผู้รับบริการดียิ่งๆขึ้นไป ก็ควรจะคิดงานใหม่ๆให้ทันสมัย
3.สอนแนะลูกน้อง (Supervisory Function) คือแนะนำการทำงานแก่ผู้ร่วมงานหรือผู้ใต้บังคับชาได้ เมื่อผู้ร่วมงานหรือผู้ใต้บังคับชามีปัญหาในการทำงานก็แนะนำได้
4.ตัดสินใจสั่งการ (Decision Function) คือมีความสามารถในการคิดตัดสินใจที่จะทำอะไรอย่างไรได้เอง แล้วสั่งให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปทำได้

ภาวะผู้นำของผู้บริหาร
ผู้บริหารควรมีบทบาทหน้าที่ 6 ลักษณะด้วยกัน ดังนี้
1.เป็นผู้ออกแบบ (Designer) คือออกแบบวิธีคิด ออกแบบองค์กร ออกแบบวัฒนธรรมขององค์กร ฯลฯ
2.เป็นผู้ให้บริการ (Steward) คืออำนวยความสะดวก ให้ความสะดวก ให้บริการช่วยเหลือ ลงไปคลุกช่วยเหลือทุกอย่าง
3.เป็นครู (Teacher) คือเป็นครูของลูกน้อง สอนความรู้ให้ลูกน้อง
4.เป็นผู้สอน (Instructor) คือสอนการทำงานแก่ลูกน้อง
5.เป็นผู้ฝึก (Coach) หรือเป็นโค้ช เช่น ผู้ฝึกหรือโค้ชคอยประกบผู้เล่นแบบตัวต่อตัว คอยชี้จุดอ่อนจุดแข็งให้ แนะนำเทคนิคให้ ผู้บริหารจึงควรมีบทบาทหน้าที่นี้แก่ลูกน้องด้วย
6.เป็นพี่เลี้ยง (Mentor) คือให้คำปรึกษาหารือ คอยดูแลช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด
นักบริหารมืออาชีพ ควรมี ภาวะผู้นำของผู้บริหาร หรือ มีบทบาทหน้าที่ทั้ง 6 ลักษณะนี้เช่นกัน


“เทคนิคการเป็นผู้บริหารมืออาชีพ”

ศาสตร์การบริหารโดยเฉพาะด้านการบริหารการศึกษา หาตัววัดมืออาชีพยาก และคำว่า "มืออาชีพ"

(Professional) เป็นคำที่เราไปยืมมาจากวงการกีฬา ในวงการกีฬา มีอยู่ 2 คำคือ มืออาชีพ และมือสมัครเล่น ซึ่งแยกความต่างได้ชัดเจน หากเมื่อไหร่เป็นมืออาชีพ แปลว่าคนคนนั้นต้องดำรงชีวิตด้วยกีฬาประเภทนั้น เช่น นักฟุตบอลอาชีพ นักมวยอาชีพ ขณะนี้กีฬาทุกชนิดเป็นอาชีพได้แล้ว เช่น กอล์ฟ จากมือสมัครเล่น ต้อง Turn Pro ซึ่งต้องได้ Handy Cap ไม่เกิน 3 แล้วไปทดสอบเงื่อนไขของการ Turn Pro และจะดำรงชีวิตด้วยรายได้จากการแข่งกอล์ฟ จุดเด่นของวงการกีฬาคือทุกครั้งที่มีการแข่งขันจะมีคะแนน คนที่จะยังชีพด้วยกีฬาต้องอยู่ลำดับต้นๆ ของสาขานั้น
การได้มาของมืออาชีพ มีเงื่อนไขมากมาย เช่น เงื่อนไขในการเป็นมืออาชีพของ Tiger Woods คือ การเป็นอัจฉริยะ ในรอบ 100 ปี จะมี 1 คน มีการเรียนรู้ที่ถูกต้อง มีการฝึกฝน และพัฒนาตนเองตลอดเวลา เสริมสร้างพลังของกล้ามเนื้อ
ดังนั้น Vision ของนักบริหารคือ การเป็นนักบริหารมืออาชีพ คำทุกคำมีที่มา มีศาสตร์กำกับ เพื่อให้เราได้ย้อนกลับไปทบทวนในฐานะที่เราเป็นผู้บริหารมืออาชีพด้านการบริหารนั้นต้องประกอบด้วย
1.ความเป็นมืออาชีพต้องมีศาสตร์กำกับ หรือมีการศึกษา มีการเรียน ปัญหาที่พบมากในการเรียน คือศาสตร์ไม่แข็ง เปรียบเสมือนยืนบนพื้นดินที่ไม่แข็ง เมื่อพื้นฐานไม่แข็งแกร่งพอ ทำให้เดินต่อไปไม่ได้
2. การฝึกฝนเป็นเรื่องจำเป็น ต้องทำตลอดเวลา สิ่งสำคัญคือต้องบูรณาการการบริหารเข้ากับกระบวนการให้ได้
3.ใช้กระบวนการ PDCA ทุกปัญหาต้องมีการวางแผนการทำงานโดยใช้ กระบวนการ PDCA ซึ่งแยกได้ดังนี้
P = Planning (วางแผน)
D = Doing (ปฏิบัติ)
C = Checking (ตรวจสอบ)
A = Acting (ปรับปรุง แก้ไข)
การประยุกต์หรือบูรณาการเป็นสิ่งยาก การทำงานให้บรรลุตามเป้าหมายต้องวางแผนและใช้กระบวนการ PDCA ซึ่งช่วงแรกอาจมีปัญหาเพราะเราไม่ได้ใช้หลักวิชา เราจึงบูรณาการหลักวิชาเข้าไปไม่ได้ ทำให้กระบวนการบริหาร และการบริหารแยกเป็นคนละเรื่องกัน ทำให้ไม่ประสบผลสำเร็จ จึงต้องฝึกฝนจนเป็นนิสัย ให้สามารถบริหารงานโดยใช้ศาสตร์ ใช้ PDCA ตลอดเวลา ประเทศญี่ปุ่นสมัยก่อนคล้ายประเทศไทย แต่เมื่อใช้ PDCA เข้ามาบริหาร ทำให้ปัจจุบันมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ส่วนประเทศไทยไม่มีการการทำ PDCA จึงไม่เกิดการพัฒนา
4.ใช้เทคนิคและกระบวนการวิจัย เพื่อเป็นเครื่องมือในการหาความรู้ รวมถึงการบริหาร แต่คนไทยส่วนใหญ่มีเจตคติที่ไม่ดีกับการวิจัย การวิจัยคือการทำอย่างเป็นระบบ (Systematic) หรือเป็นวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ได้การบริหารแบบมืออาชีพต้องบูรณาการ 3 ส่วนคือ งาน กระบวนการบริหาร PDCA และกระบวนการวิจัย

โดยสรุป การเป็นมืออาชีพด้านการบริหารได้มาจากการฝึกฝน อบรม และทำอย่างสม่ำเสมอจนเกิดความชำนาญ เช่นเดียวกับการเล่นกอล์ฟ ที่ต้องอาศัยการฝึกฝนเป็นหมื่นเป็นแสนลูกกว่าที่จะบังคับให้ลูกกอล์ฟไปตามทิศทางที่กำหนดได้ หรือเรื่องการฝึกสมาธิ ที่สอนง่าย แต่ต้องอาศัยการฝึกฝนเป็นเวลานานกว่าจะทำให้จิตนิ่ง และมีสมาธิได้ เพราะธรรมชาติของจิตนั้นเหมือนลิงที่อยู่ไม่นิ่ง การได้มาซึ่งสมาธิ จึงมาจากการฝึกฝนอย่างแท้จริง เมื่อเกิดสมาธิจึงเกิดปัญญา เห็นได้ชัดในเด็กสมาธิสั้น ซึ่งเป็นอุปสรรคในการเรียนรู้ คนญี่ปุ่นเป็นชาติที่มีวินัยมาก และเนื่องจากค่าใช้จ่ายสูง คนญี่ปุ่นจึงใช้การจดบันทึกทุกขั้นตอนอย่างละเอียดในการเรียนรู้ทุกเรื่องทำ-ให้เกิดเป็นศาสตร์ อีกทั้งยังมีการพัฒนา และวิจัยอย่างต่อเนื่อง แต่คนไทยไม่จดบันทึก และไม่ใช้กระบวนการวิจัย จึงไม่เกิดการพัฒนา สมัยหนึ่งเราเคยผลิตข้าวได้มากเป็นอันดับหนึ่ง แต่เนื่องจากเราไม่เคยใช้กระบวนการวิจัยทำให้ตอนนี้เรายังได้ผลผลิตเท่าเดิม ขณะที่ประเทศอื่นๆ พัฒนาขั้นเรื่อยๆ ทำให้ตอนนี้ผลผลิตของเราได้ต่ำกว่าประเทศอื่น

คุณลักษณะอื่นๆของนักบริหารมืออาชีพ

นักบริหารมืออาชีพกับธรรมาภิบาล (Good Governance)
คำว่า ธรรมาภิบาล เริ่มนำมาใช้ในสังคมไทยเมื่อไม่นานนัก ถ้าดูความหมายของ ธรรมาภิบาล โดยแยกคำออกเป็น 2 คำ จะได้ดังนี้ ธรรมาภิบาล = ธรรมะ + อภิบาล
ธรรมะ หมายถึงความดี ความถูกต้อง ความประพฤติดีประพฤติชอบ
อภิบาล หมายถึงการปกครองบำรุงรักษา หรือ การบริหาร
ธรรมาภิบาล จึงน่าจะหมายถึงการบริหารอย่างเป็นธรรม การบริหารจัดการที่ดี หรือบริหารอย่างโปร่งใสสุจริตยุติธรรม
เดิมราชบัณฑิตยสถานจะบัญญัติศัพท์นี้ขึ้นมาให้เรียกว่า “วิธีการปกครองที่ดี” แต่ไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายเท่าที่ควร คือระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีได้ประกาศใช้คำว่า “วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี”แต่ในวงวิชาการที่ใช้กันแพร่หลายที่สุดในเวลานี้คือ “ธรรมาภิบาล”
ธรรมาภิบาล ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Good Governance ซึ่งถ้าดูคำแปลของสองคำนี้ จะพบว่า คำว่า “Good” แปลว่า “ดี” และคำว่า Governance แปลว่า “การกำกับที่ดี การดูแลอย่างดี”
ดังนั้น ธรรมาภิบาล หรือ Good Governance จึงน่าจะหมายถึงหลักคิดสำหรับการบริหารจัดการที่ดี เช่น ในองค์กรหรือในหน่วยราชการต่างๆไม่มีการฉ้อราษฎร์บังหลวง งานไม่ด้อยประสิทธิภาพ

นักบริหารมืออาชีพกับมนุษยสัมพันธ์
ในเรื่อง “คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักบริหารมืออาชีพจากทฤษฎีต่างๆ” จะพบว่าหลายทฤษฎีได้แบ่งผู้บริหารออกเป็น 2 ข้อใหญ่ คือ ผู้บริหารที่เน้นงาน กับ ผู้บริหารที่เน้นคน หรือ ผู้บริหารที่เก่งงาน กับ ผู้บริหารที่เก่งคน สำหรับผู้บริหารที่เน้นคน หรือ ผู้บริหารที่เก่งคน ก็คือผู้บริหารที่รู้จักมีสัมพันธภาพกับผู้ร่วมงาน รู้จักใช้คนให้เหมาะสมกับงาน เข้าใจผู้ร่วมงาน คือผู้บริหารมีมนุษยสัมพันธ์กับผู้ร่วมงานนั่นเอง เช่น ผู้บริหารที่ใช้บารมีทางบุคลามิติ ตามทฤษฎีของเกทเซลส์ กับ กูบา ผู้บริหารแบบคำนึงคน ตามทฤษฎีของของเบลค กับ มูตัน ผู้บริหารแบบใช้พระคุณตามทฤษฎีของ ดร.ชุบ กาญจนประกร ผู้บริหารแบบประชาธิปไตยตามทฤษฎีของเลวิน ลิพพิท และไวท์ เป็นต้น
มนุษยสัมพันธ์ เป็นการสร้างและส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างผู้บริหารกับผู้ร่วมงาน ซึ่งนักบริหารมืออาชีพควรจะรู้จักเทคนิคในการสร้างมนุษยสัมพันธ์

เทคนิคการสร้างมนุษยสัมพันธ์ของนักบริหารมืออาชีพ
นักบริหารมืออาชีพมีวิธีสร้างมนุษยสัมพันธ์กับผู้ร่วมงานได้หลากหลาย ดังนี้
1.จูงใจให้ผู้ร่วมงานทำงานด้วยความขยันขันแข็ง จริงจังและจริงใจ
2.เข้าใจตนเอง ไม่หลงตนเอง ไม่ยกย่องตนเองมากเกินไป หากมีอะไรบกพร่องก็ต้องยอมรับและปรับปรุงพัฒนาตนเองอยู่เสมอ
3.เข้าใจผู้ร่วมงานหรือบุคคลอื่น เนื่องจากบุคคลมีความแตกต่างกัน มีธรรมชาติของความต้องการแตกต่างกัน มีประวัติและประสบการณ์แตกต่างกัน แล้วพิจารณาดูว่าตนเองจะปรับตัวให้มีการติดต่อสัมพันธ์กับบุคคลนั้นๆได้อย่างไร 4.เข้าใจสภาพแวดล้อม คือการเรียนรู้ธรรมชาติของสภาพแวดล้อม และสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบๆตัวเองหรือบุคคลอื่น เช่น สังคม วัฒนธรรม ประเพณี ค่านิยม ซึ่งสิ่งแวดล้อมเหล่านี้มีอิทธิพลต่อชีวิตประจำวัน และมีส่วนที่จะช่วยเสริมสร้างมนุษยสัมพันธ์ได้ หากเรามีความรู้ความเข้าใจสภาพแวดล้อมของบุคคลนั้นๆ
5.สร้างความรู้สึกและสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงานให้เกิดขึ้น เช่นความเป็นกันเอง ความสะดวกสบายและอื่นๆ
6.ลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างผู้บริหารกับผู้ร่วมงาน ด้วยการเข้าใจเขาเข้าใจเรา หรือเอาใจเขามาใส่ใจเรานั่นเอง
7.เสริมสร้างเจตคติที่ดีต่อการทำงานของผู้ร่วมงาน
8.รู้จักพูดจา ทักทายผู้ร่วมงาน โดยใช้คำพูดที่ไพเราะอ่อนหวาน
9.ยิ้มแย้มแจ่มใสด้วยความจริงใจกับผู้ร่วมงาน เพราะการยิ้มเป็นเครื่องแสดงไมตรี และในขณะที่เรายิ้มนั้น เราใช้กล้ามเนื้อเพียง 17 ชิ้น แต่เวลาเราทำหน้านิ่วคิ้วขมวด เราต้องใช้กล้ามเนื้อถึง 43 ชิ้น ดังนั้นจึงควรยิ้มเข้าไว้
10.พูดจาสุภาพ เหมาะสมกับเรื่อง บุคคล เวลา และสถานที่
11.รู้จักทั้งการเป็นผู้ให้และผู้รับ และมิใช่ให้รางวัลสิ่งของเงินทองเท่านั้น จะรวมทั้งให้ความเป็นกันเอง ให้ความสนใจ ให้ความเมตตากรุณาและอื่นๆ
12.รู้จักยกย่องชมเชยผู้ร่วมงาน
13.เป็นผู้ฟังที่ดีและรับฟังความคิดเห็นของผู้ร่วมงานอย่างมีเหตุผล นำเอาความคิดเห็นของผู้ร่วมงานมาประกอบการพิจารณาดำเนินงานต่อไป
14.เห็นอกเห็นใจผู้ร่วมงาน
15.ยอมรับความสามารถของผู้ร่วมงาน
16.จำชื่อผู้ร่วมงานและเรียกชื่อหรือทักทายให้ถูกต้อง เขาจะเกิดความภูมิใจและพอใจ
17.แสดงความเป็นกันเองและให้ความช่วยเหลือสงเคราะห์ในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับผู้ร่วมงานทุกคน
18.พูดและปฏิบัติต่อผู้ร่วมงานด้วยความจริงใจทั้งสีหน้าและท่าทางโดยมิได้แสร้งทำ
19.ให้ความเมตตา กรุณา เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ พยายามยกย่องมากกว่าที่จะติผู้ร่วมงาน ระมัดระวังในการวิพากษ์วิจารณ์ผู้ร่วมงาน มีไมตรีจิตและช่วยเหลือผู้ร่วมงาน
20.พร้อมที่จะให้บริการแก่ผู้ร่วมงานอยู่เสมอ มิใช่รอให้ผู้ร่วมงานมาบริการ รวมทั้งให้ความช่วยเหลือสงเคราะห์ในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับทุกคน

นักบริหารมืออาชีพกับการตัดสินใจ (Decision Making)
การตัดสินใจ เป็นกระบวนการที่ใช้เหตุผลในการพิจารณา วิเคราะห์ และหาทางเลือกเพื่อนำไปสู่ขั้นของการปฏิบัติ การตัดสินใจจึงต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกระบวนการอย่างรอบคอบ เพื่อประสิทธิภาพของการบริหารองค์กร
การตัดสินใจ เป็นภารกิจที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งของกระบวนการบริหาร นักบริหารมืออาชีพจึงจำเป็นต้องตัดสินใจอยู่เสมอ และจะต้องกระทำด้วยความรอบคอบ นักบริหารที่ตัดสินใจไม่ได้หรือขาดทักษะในการตัดสินใจ ย่อมทำให้หน่วยงานเจริญได้ยาก ดังนั้นนักบริหารมืออาชีพจะต้องมีความสามารถในการตัดสินใจและจะต้องเป็นนักปฏิบัติที่มีพื้นฐาน การวิเคราะห์และตัดสินใจที่เป็นนักวางแผนอยู่ในตัวด้วย